เอไอเขย่างาน เมื่อเทคโนโลยีบีบคนไทยตกงานเฉลี่ย 4 หมื่นคนต่อเดือน

 

โลกของการทำงานในปี 2569 กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สั่นคลอนความมั่นคงของแรงงานไทยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ข้อมูลล่าสุดระบุว่า แรงงานในระบบประกันสังคม (มาตรา 33) มีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับการเลิกจ้างสูงถึงเฉลี่ย 40,000 คนต่อเดือน

โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และที่สำคัญที่สุดคือการรุกคืบของ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติ  ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียง ผู้ช่วย มาเป็น ผู้ทำ อย่างเต็มตัว

เอไอเขย่างาน ทำไม AI ถึงกลายเป็น ‘คลื่นยักษ์’ ที่น่ากลัว?

สาเหตุที่ทำให้ตัวเลขการเลิกจ้างพุ่งสูงขึ้น ไม่ใช่เพียงเพราะบริษัทต้องการลดต้นทุนในช่วงเศรษฐกิจซบเซาเท่านั้น แต่เกิดจาก การปรับโครงสร้างองค์กรขนานใหญ่

ธุรกิจไทยจำนวนมากกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็น Micro-organizations หรือองค์กรขนาดจิ๋วที่เน้นความคล่องตัวสูง โดยใช้ AI เข้ามาทดแทนงานที่ทำซ้ำๆ งานวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน ไปจนถึงงานด้านบริการ

 

–  ภาคการผลิต: โรงงานอุตสาหกรรมในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เริ่มนำแขนกลและระบบ AI มาควบคุมการผลิตแทนแรงงานคนเพื่อเพิ่มความแม่นยำและลดค่าใช้จ่ายระยะยาว

–  งานสายวิชาชีพ: แม้แต่งานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทาง เช่น การแปลภาษา, งานกราฟิกเบื้องต้น, หรือการเขียนโปรแกรมพื้นฐาน ก็เริ่มถูก Generative AI แย่งชิงพื้นที่ไปอย่างรวดเร็ว

–   การแช่แข็งการจ้างงาน : หลายบริษัทเลือกที่จะไม่รับพนักงานใหม่เมื่อมีคนลาออก แต่ใช้ AI มาช่วยกระจายภาระงานให้พนักงานที่เหลืออยู่แทน

 

สถานการณ์ในปัจจุบันส่อแววจะเป็น K-Shape Recovery คือกลุ่มที่มีทักษะสูงและสามารถทำงานร่วมกับ AI ได้จะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่กลุ่มแรงงานทักษะต่ำหรือทักษะที่ AI เลียนแบบได้ง่าย

 จะดิ่งลงสู่ความเสี่ยงในการตกงาน ข้อมูลระบุว่าภายในปี 2030 ทักษะการทำงานกว่า 70% จะเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง หากแรงงานไม่สามารถปรับตัวตาม Skill Gap ที่กว้างขึ้นได้ ก็ยากที่จะรักษาตำแหน่งในตลาดงานไว้ได้

 

ท่ามกลางวิกฤตนี้ ทางออกเดียวของแรงงานไทยไม่ใช่การต่อต้าน แต่คือการ ปรับตัวและอยู่ร่วม ซึ่งสามารถสรุป  alpha88  แนวทางสำคัญได้ดังนี้:

 

  1. Reskill & Upskill: มุ่งเน้นทักษะที่ AI ยังทำได้ไม่ดีเท่ามนุษย์ เช่น การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน , ความคิดสร้างสรรค์ระดับสูง และทักษะการบริหารจัดการคน 
  2. AI Collaboration: พัฒนาความสามารถในการใช้เครื่องมือ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพ เปลี่ยนตัวเองจากผู้ถูกเลิกจ้าง ให้กลายเป็นผู้ที่ควบคุมระบบ AI
  3. ความยืดหยุ่นทางการเงิน: เมื่อความแน่นอนของงานประจำลดลง การมีเงินสำรองฉุกเฉิน ( ที่ครอบคลุม 12 เดือน และการหารายได้เสริมจากทักษะเฉพาะทาง จึงกลายเป็น เกราะคุ้มกัน ที่จำเป็น

 

บทสรุป

ตัวเลขคนตกงาน 4 หมื่นคนต่อเดือนเป็นเพียง สัญญาณเตือนภัย เบื้องต้นของยุคสมัยใหม่ หากเรายังยึดติดกับทักษะแบบเดิมและวิธีการทำงานแบบเก่า วันหนึ่งเราอาจกลายเป็นส่วนเกินของระบบเศรษฐกิจ การเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ด้วยทักษะแห่งอนาคตเท่านั้นที่จะช่วยให้แรงงานไทยอยู่รอดได้ในวันที่เอไอขยับเขยื้อนโลกทั้งใบ

 

ประหยัดไฟมากขึ้น บ้านเย็นขึ้น เมื่อเลือกจัดการบ้านด้วยวิธีเหล่านี้

เปิดแบบเรียน แนวทางลดค่าไฟฟ้าบ้าน อยู่ในสมัยที่มีเชื้อไวรัสระบาดอยู่ทั้งโลก ถึงยอดผู้ติดโรคจะนิ่งไปแล้วในตอนนี้ แม้กระนั้นพวกเราก็อย่าได้นอนใจ

เพราะเหตุว่าสามารถเกิดลุกลามขึ้นใหม่ได้ทุกเมื่อ ก็มิได้ไกลตัวนัก ดังนั้นถ้าหากมีความจะเป็นที่จำต้อง Work form home กันอีกรอบ ก็ต้องหาแนวทางต่อกรในเรื่องของค่าไฟฟ้าไว้เลย ด้วยเหตุว่าบทเรียนของการ WFH ก่อนหน้านี้ ทำให้พวกเราได้ทราบว่าการทำงานรวมทั้งการกักตัวอยู่แม้กระนั้นในบ้านตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้พวกเราใช้ไฟมาก ค่าไฟฟ้าก็ขึ้นตามมา

 

วันนี้ก็เลยได้เก็บรวบรวมทุกแนวทางที่สามารถจะช่วยให้พวกเราใช้พลังงานน้อยลง แล้วก็ลดค่าไฟฟ้าบ้านได้ โดยซึ่งสามารถทำเป็นเอง คนจำนวนไม่น้อยบางทีอาจรู้สึกว่ากระบวนการทำบ้านให้ใช้พลังงานน้อยลงนั้นยุ่งยาก มีค่าใช้จ่ายสูง

แม้กระนั้นแนวทางที่พวกเราเก็บรวบรวมมานั้น พวกเราก็สามารถทำเป็นเอง โดยเพียงแค่ใช้การเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบและก็วิธีการใช้ชีวิตใหม่นิดเดียว แม้กระนั้นสามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าไปได้เยอะแยะเลย จะมีอะไรบ้างนั้นไปดูพร้อมเลย

 

  1. ปลูกต้นไม้ การปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้รอบ ๆ บ้าน โดยเลือกตำแหน่งที่มักได้รับแสงแดด เพื่อช่วยบังแสงสว่างของพระอาทิตย์ก็จะก่อให้ลดแสงอินฟราเรดของดวงตะวันได้ และยังช่วยทำให้ในบ้านเย็นขึ้นด้วย

 

  1. ลงสีบ้าน (ข้างนอก) ด้วยโทนสีอ่อน เคยรับรู้ไหมว่าโทนสีแก่จะเป็นโทนสีที่มีคุณลักษณะดูดความร้อน ยิ่งเป็นสีดำแล้วไม่ต้องเอ่ยถึงเลย ตรงกันข้ามกันการทาสีบ้าน (ข้างนอก) ด้วยโทนสีอ่อนจะช่วยสะท้อนความร้อนออกไปจากบ้านนั่นเอง

 

  1. ลงสีบ้าน (ด้านใน) ด้วยโทนสีสว่าง นอกเหนือจากลงสีบ้าน (ด้านนอก) ด้วยโทนสีอ่อนแล้ว การทาสีข้างในด้วยโทนสีสว่างรวมทั้งเลือกใช้เครื่องเรือนตกแต่งบ้านด้วยสีสว่างก็สามารถที่จะช่วยให้ข้างในบ้านสว่างขึ้นได้โดยที่ไม่ต้องเปิดไฟ ก็จะช่วยลดการใช้ไฟได้

 

  1. เลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีฉลากเบอร์ 5 ทดลองพิจารณาเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ในบ้านของตนว่ามีฉลากเบอร์ 5 ไหม เนื่องจากว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีข้อตกลงเบอร์ 5 นั้นจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้มากกว่าที่ไม่มีฉลาก ยิ่งไปกว่านี้ทดลองตรวจสอบว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าที่พวกเราใช้อยู่นั้นเก่าแล้วหรือยังด้วยเหตุว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เก่ามีลักษณะท่าทางว่าจะรับประทานไฟมากยิ่งกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหม่

 

  1. เลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ให้เหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการ เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่พวกเราใช้เสมอๆ เช่น พัดลม โทรทัศน์ ตู้แช่เย็น แม้อยู่ตามลำพังก็เลือกใช้ที่มีขนาดไม่ต้องใหญ่มาก เพราะเหตุว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดใหญ่จะรับประทานไฟมากยิ่งกว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีขนาดเล็ก

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย      alpha88